TheLetter

จดหมายถึงเจ็หญิง

ฉบับเขียนถึงแบบเธอไม่ออนไลน์ (แต่ออนรัก อ๊างงง)

วันนี้รู้สึกวุ่นวายๆอยู่ในหัว
จริงๆแล้วอาการนี้เรื้อรังมานาน อย่างที่เจ็หญิงก็มักได้ยินเราบ่นถึงความสับสนในหัว

วันนี้คงอาการหนัก รู้สึกว่าการเตือนตัวเองให้มีสติก็เอาไม่ค่อยอยู่ซักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่เชิงสับสนหรอกนะ แต่กำลังคิดนู้นคิดนี้นะ

วันนี้เรียนอีดิตติ้ง ก็เหมือนเดิมเรื่องการเมืองในภาค
ที่ไม่เห็นเค้าลางแห่งการทำงานร่วมกันอย่างเป็นมิตร เต็มไปด้วยความเฉยชา

สิ่งนี้ไม่ทำให้เราเศร้า หรือเครียด หรืออะไรที่เราเคยเป็น

แต่เรากำลังคิดว่า
ทำไมเรื่องแบบนี้จึงเกิดขึ้น

แล้วก็พบว่าจริงๆแล้วมันก็เป็นเพราะเรานะแหละ 55
ตลกดี เราว่าเราก็เพิ่งมองเห็นความไม่ดีของเรา และเข้าข้างตัวเองเกินไป
จริงๆแล้วมันไม่ได้เป็นความผิดของฝ่ายนั้นฝ่ายเดียว

แน่นอน
นิ้งด้วย
นิ้งเป็นตัวใหญ่เลยหละ ที่จุดตัวแห่งความโกรธ
จริงๆคือ เราเป็นคนที่ดูอ่อนนอก แข็งใน
ข้างในเหมือนมีอะไรด้านๆ อ้วนๆดันไว้ ความคิด ความเชื่อบางอย่าง จึงยืนจริงยืนจังอ้วนพีจนมาถึงวันนี้ (และอยากให้ถึงวันต่อๆไป)
ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่ชอบหรือนิยมเห็นเพื่อน เป็นแบบที่เราอยากให้เป็น โดยไม่ได้มองว่าอะไรได้เปลี่ยนไปในตัวของเขา
ความเป็น perfectionist ของเอ๋ก็แผ่มายังนิ้ง และมักคาดหวังในตัวคนอื่นมากเกินไป (ซึ่งจริงๆเราก็คงมีเมล็ดพันธุ์นี้อยู่แหละ แหะๆ)

จนถึงวันนี้ นิ้งก็ไม่สามารถจะคาดหวังหรือเตือนอะไรได้แล้วในตัวเค้าคนนั้น เพราะเค้าได้ตั้งกำแพงไว้สูงและเชื่อมั่นในตัวเองมาก
วันนี้เราจึงทำงานแบบแยกส่วน
คำว่า "เพื่อนๆ" เป็นเพียงคำพูดเซ็ดไทน์ซึ่งเอาไว้พูดแทงกันเล่นๆ
นิ้งจึงไม่มีอารมณ์อะไรกับการทำบรรณาธิการนิตยสารและปล่อยให้ "เพื่อนๆ" ทำไป นิ้งก็หันไปเป็นนักข่าวทำออนไลน์

แอบน่าเสียดายตรงที่ว่าไปอยู่ข้างนอก โอกาสการเป็นบรรณาธิการนิตยสารของตัวเองคงทำได้ยาก แต่การทำงานกับคนที่ไม่ให้ความร่วมมือ นิ้งก็เหนื่อยใจจริงๆ
เฮ้อออ ......
เอาเถอะๆ

เล่าต่อ
หลังจากอีดิตติ้ง เราก็ไปประชุมน้องๆน๊อยซ์ 55 บ้าพลังป่ะ
ก็ฟังการทำหนังสือของน้องไป
น้องๆก็มีบก มีพร่องกันบ้าง เราก็ต้องช่วยกันดัน

พอฟังไป ฟังไป ก็รู้สึกตะหงุดตะหงิดอยากทำบรรณาธิการจังให้ตายดิ่โรบิ้น!
เลยบ่นกับเอ๋ว่า ทำกันเหอะๆ กูอยากทำ
ไปหาทางกัน แต่ดูเหมือนช่วงนี้เจ้าเอ๋มันดูเหนื่อย หมดแรง หมดโปรเจ็กซ์ เราก็เข้าใจ (อีนิ้งซิ ... เหอๆๆ... ได้ข่าวว่าเก่งก็ไม่ค่อย อ๋อยๆไปวันๆ)
เราก็บ่นว่า จริงๆแล้วเราก็สนใจทำนักข่าวนะ แต่เราอยากทำ investigative ท้าทายดี
มีความรู้ดี แต่หาหนังสือพิมพ์หรือโต๊ะข่าวที่ทำด้วยยาก จริงๆนะ --- -----"

บ่นๆไปซักพักก็เจอพี่เป็ด(พี่คณะ)ผู้ทำงานที่โอเพ่น (นัดเขามาเอาของ)
ก็คุยกันไปกันมา (จริงๆนิ้งก็ไม่ค่อยพูดหรอก คนไม่รู้จักเราพูดน้อย) ก็เรื่องนิเทศ การทำข่าว
การไปฝีกงาน สนใจจริงๆ ไปฝึกงานเอาความรู้ดีกว่า สนใจป่าวเจ็หญิง ฮี่ๆ

พูดมาซะนานจริงๆเราก็มีโปรเจ็กซ์จิตวิวัฒน์ในหัวเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าโอเคอ่ะป่าวอ่ะแสะ
พลพรรคก็ดูไม่พร้อมใจกันมีไฟ เราก็เลยคิดเล่นๆมาเล่าไปเรื่อยๆ

อย่างที่เราเล่าว่าเราอ่านวิทยาศาสตร์ใหม่ไม่รู้เรื่อง จริงๆคือโง่ เลยขี้เกียจและไม่อ่าน
หัวฝั่งสังคมอย่างเรา วิ่งไปทางวิทยาศาสตร์รู้สึกว่าต้องปีนป่ายอย่างแรง เหนื่อยอ่ะ เข้าใจป่ะพี่ ทุกวันนี้จึงได้แต่พยายามหาอารมณ์อ่านต่อไป
เรารู้สึกว่าถ้ารอให้เข้าใจวิทยาศาสตร์ใหม่เนี่ย มันจะช้ามาก ถึงมากเกินไปหรือเปล่า?

เราว่ามาคิดเรามาเริ่มคิดกันเลยดีไหม? ว่าถ้าจะทำจะทำอะไรก่อนหลัง
ทำสื่อก่อนดี หรือว่าทำค่ายก่อนดี
หรือว่าถ้าทำค่ายก่อนมันเป็นไปได้หรือเปล่า ทำอย่างไร

เราเห็นว่ากลุ่มคนอ่านของจิตวิวัฒน์คือกลุ่มคนชั้นกลาง คนรุ่นใหม่ที่มองไม่เห็นความเชื่อมโยงของชีวิตต่อสิ่งอื่น (หรือจิตแคบ) ใช้ชีวิตแบบเบียดเบียนในระบททุนนิยม
ฉะนั้นจึงต้องใช้วิทยาศาสตร์ ศาสนา และสังคมศาสตร์ เป็นตัวเชื่อมให้เขามองเห็นความเชื่อมโยงเหล่านี้

ในแง่ศาสนาและสังคมศาสตร์ เชื่อว่าสามารถทำกันได้
แต่ส่วนที่เราโง่คือวิทยาศาสตร์ ถ้าอยากจะให้ฉลาดจริงๆ เราว่าต้องให้พี่ๆจิตวิวัฒน์ช่วยอาจจะให้เราเข้าไปนั่งฟัง หรือ ลองหาคนที่มีความรู้ในเรื่องวิทยาศาสตร์ใหม่ แต่สื่อสารเป็นมาเป็นทีมสื่อสาร (ซึ่งพี่เชนก็เก่งวิทยาศาสตร์หนิได้ข่าว)

แล้วก็มาทำกัน ให้เรื่อง "จิตใหญ่" มัน Mass กล่าวคือ เปลี่ยนภาษามันซะ ทำให้มันลงมาแตะพื้นดิน ต้องยอมรับว่าศัพท์จิตวิวัฒน์มันไร้ความ Mass คนรู้สึกประหลาด ขี้เกียจทำความเข้าใจ
เป็นนิตยสารที่ว่าด้วยเรื่องสันติ ซึ่งก็เป็นเรื่องของ "จิตใหญ่" เช่นกัน
สันติกับตัวเราเอง (เรื่องจิตภายใน)
สันติกับสังคม (ภายนอก)
สันติกับจักรวาล (คิดไปถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา)
ตรงนี้เราได้ความคิดมาจากหนังสือที่อธิบายเรื่อง "โอม" อีกที

สันติกับตัวเราเอง อาจจะเป็นเรื่องของสติ การดูแลจิตใจ (ศาสนา จิตวิญญาณ หรือวิทยาศาสตร์)
สันติกับสังคม อาจจะพูดถึงเรื่องของ 3 จังหวัดชายแดน ผู้ประสบภัยสึนามิ การก่อการร้าย ความต่างเรื่องชาติพันธุ์ ฯลฯ ซึ่งเราก็แตกวิธีการเล่าเรื่องได้ล้านแปดจริงไหมจ๊ะ (สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ นิเทศศาสตร์ฯลฯ)
สันติกับจักรวาล อันนี้เป็นความรู้ของจิตวิวัฒน์เลยที่มักพูดกัน เราอาจนำวิทยาศาสตร์ใหม่ ศาสนา สังคมวิทยา มารวมกันได้มากมาย

แค่คิดก็สนุก วีธีการเล่าไม่รู้จบจริงๆ เห็นเหมือนเราหรือเปล่าพี่หญิง

ถ้าเห็นเหมือนกันก็หาทางกันเถอะ
เรารู้แหละว่า มันอาจจะลำบากในเรื่องทีมงาน
ที่เราเห็นชัดๆคือเอ๋ มันดูไม่อยากทำเอาเสียแล้ว เราได้แต่ทำใจ ถ้ามันหายเหนื่อยแล้วจะขายความคิดมันไม่รู้ว่ามันจะมาอย่างไร
พี่หญิงก็เอาบ้างสิ

ขายความคิดให้พี่ๆ 37 บ้าง เราอยากให้พี่แพรมาทำด้วยจังเลย พี่แพรต้องทำได้ดีมากแน่ๆ พี่เชนก็เช่นกัน
เรารู้ว่าเจ็หญิงลำบากในเรื่องการอธิบายความคิดของจิตวิวัฒน์ เราจะช่วยนะ เอาเวิร์ดเราไปใช้ได้ ^^

"จิตวิวัฒน์เป็นเรื่องใหม่ ที่เกิดจากความคิดของกลุ่มนักคิดที่เชื่อว่าสิ่งที่มนุษย์จะสามารถวิวัฒนาการได้หาใช้ร่างกาย แต่เป็นเรื่อง "จิตใจ" ที่ทุกวันนี้คนเรามี "จิตแคบ" คือจิตใจคับแคบมองเห็นแต่ตัวเอง มองอะไรมิติเดียว ไม่เชื่อมโยงกับสิ่งอื่น กลุ่มนี้จึงคิดหาทางให้มนุษย์วิวัฒนาการจิตใจตนเองให้ใหญ่ขึ้น โดยนำเอาเรื่องวิทยาศาสตร์ใหม่และศาสนามาอธิบาย
ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่เนื่องจากกลุ่มนี้เป็นนักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการจึงสื่อสารไม่เก่ง และไม่ได้แตะเรื่องสังคมวิทยาเท่าที่ควร ทำให้สื่อสารไปในกลุ่มแคบมาก เลยอยากชวนมาทำเพราะเป็นอะไรที่น่าสนใจ อิสระ และสร้างสรรค์ ตอนนี้พี่ๆกลุ่มนี้ก็กำลังงงๆหาทางสื่อสารอยู่ มาประเดิมทำสื่อ(ตามใจตัวเอง)กันเถอะ เหอๆๆๆ"

เข้าใจง่ายหรือเปล่า เราว่าง่ายนะ

ลองดูนะพี่ เราก็จะลองดูเหมือนกัน
อ่า คิดถึงพี่จาจัง ทำไงดีอ่ะ ฮุๆๆๆ

จบแหละ รักนะจ๊ะ


edit @ 2005/12/02 00:52:20
edit @ 2005/12/02 00:54:05

จดหมายถึงเจ็เลนอน(ผมสั้นกุ๊ด)ที่รัก

ตอนกำลังเขียนจดหมายและคุยกับพี่หญิง

เรากำลังเล่นแต่งตัวตุ๊กตาในเนตแหละ

ทายดิ่ ว่าอยากแต่งตัวครายย

เอิ๊กส์ๆๆ

กำลังจะแต่งตัวตุ๊กตา "นานะ" แหละ
^^
เท่เน๊อะตัวเอง

เท่ที่สุด แมนที่สุด น่ากอดจัง อุอิ

(เบี้ยนเข้าสิงแล้วอ่ะ เหอๆๆๆ)

เสร็จแล้วจาเอาไปโชว์ ฮี่ๆๆ

....

ช่วงนี้ที่จริงต้องเป็นเวลาที่เรายุ่ง มุ่งทำบทความ

แต่ขี้เกียจว่ะเจ็หญิง

..

อยากมีเวลา

เวลาสำหรับอ่านหนังสือ (ที่มีมากมายในเก๊ะ)

เวลาสำหรับเขียน (ที่ช่วงนี้รู้สึกว่ามีอะไรอยากเขียนเยอะมาก)

เวลาสำหรับเขียนจดหมายถึงคนไกลเบอร์เก่า (เพื่อนเราเองแหละ)

เวลาสำหรับบ้าน จะได้ทำงานบ้าน ทำนู้นทำนี่ (รกมากๆ)

เวลาสำหรับว่าง เพื่อฟื้นฟูเมล็ดพันธุ์แห่งสติ (จะได้ไม่เอ๋อบ่อย)

...

แต่ตอนนี้งานก็ชนเราไปมา จนไม่รู้ว่าจะทำอะไรก่อนดี ในจำนวนงานมากมาย

บอกอหนังสือพิมพ์นิสิตนักศึกษาฉบับจุฬาวิชาการ

จัดเสวนาภาค

และจัดเสวนาที่รัฐศาสตร์

ดันน้องๆน๊อยซ์รุ่นต่อไป

ทำข่าว ฯลฯ

...

รู้สึกว่าชีวิตมีอะไรให้ทำมากเกินไป

จนไม่มีเวลาและโอกาสได้คัดแยก

แต่พูดกันจริงๆ

ถึงมีเราก็คงไม่ได้คัดแยกมันอยู่ดี

บางอย่างก็เข้ามาหาเราโดยห้ามปรามไม่ได้

และตัวเราเองก็มักจะรับปากง่ายเกินไปเสมอ

...

แต่ด้วยความที่อะไรๆมันวิ่งเข้าหาเรามากเกินไปนี่แหละ

ที่ทำให้สับสน

เลือกไม่ถูก

และตั้งคำถามว่า....จริงๆแล้วเราต้องการทำอะไร(ว่ะ)??

คิดว่าพี่หญิงก็คงเข้าใจเรา เพราะได้ผ่านช่วงเวลาปี 4 ที่เรากำลังเป็นอยู่ในบริบทที่ต่างกัน

เด็กปี 4 กำลังจบคงละล้าละหลังกับอนาคต

เพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร แบบไหน กับใครบ้าง

แต่เรา เห็นรำไรว่างานอะไรรออยู่

แต่กลับไม่มั่นใจนักว่านั่น.. ใช่สิ่งที่เราต้องการหรือเปล่า...

พี่ชัยถามนิ้งกับเอ๋ว่า มีเป้าประสงค์อะไรในชีวิต

จริงๆ นิ้งก็มีแหละ แต่ไม่ขอพูด ณ ที่นี้ (เด๋วค่อยบอก 2 ต่อสองเน๊อะ ^^)

แต่เป้าประสงค์ในระยะใกล้ เช่น เรื่องการการทำงาน

ยังมึน เบลอ ไม่แน่ใจ

อาจจะทำเรื่องวัฒนธรรมต่อ

อาจจะทำประเด็นเยาวชนไป

อาจจะทำจิตวิวัฒน์ให้เป็นเรื่องเป็นราว

อาจจะทำสื่อเอง

อาจจะสมัครนิตยสารที่ชอบ

หรืออาจจะสมัครเป็นนักข่าวสักแห่ง

...

อนาคตไม่รู้ได้จริงๆ

รู้แต่ปัจจุบันค่อนข้างหมดพลังในการสร้างสรรค์ผลงานประเภทข่าว

บางทีความน่าสนุกมันก็จางหายไป

ความกดดันในสมัยปี 3 ที่ต้องรีบทำข่าวก็ไม่มี

เลยยังคงลอยละล่อง โม้อยู่นี่ไงหละ

เหอๆ

รู้สึกว่าในบทสนทนาเรื่องอนาคต พี่ชัยบอกว่าให้พุ่งความสนใจไปยังงานตรงหน้าก่อน เพราะสุดท้ายมันคงให้คำตอบเราได้ในที่สุดว่า

อะไรกันแน่ที่ฉันต้องการทำ

รักนะ...จากน้องแว่นโหด

ปล. รู้สึกว่าช่วงนี้มีคนชวนคุยเรื่องอนาคตเยอะจริง
(ปกติเราเป็นคนชวนคุย)
เราว่าพอจบแล้วมีงาน เราก็กลับเข้าวงจรบ่นงานเหมือนเจ็หญิงเเน่เลยอ่ะ
เหอๆๆๆๆๆ

ช่วงนี้เราเจ้าโปรเจ๊กมากมายอย่างที่เจ๊หญิงรู้

เราเอาโปรเจ็กชีวิตช่วงนี้เรามาเม้าธ์เด่กว่า

ฮี่ๆๆๆๆ

โปรเจ็กแรก....Noize Volume 2

น้องน๊อยรุ่นใหม่มีเยอะแยะมากมาย

แต่ไม่รุ้ว่าจะรู้กจักป่าวน้า

กลุ่มน้องแคท หัวหอกคือน้องแคทที่รักของเรา

น้องจิ๊บ สาวผิวคล้ำจากอักษร

น้องปุย เอส ซึ่งเป็ฯเจ้าพ่อไอเดีย แต่วันนี้นัดไม่มานะ

น้องกุ๊ก น้องแบงค์ จุ๊บๆ

น้องๆเจอาร์ 39 ได้แก่ ไอ้เปิ้ลทั้งสอง เจ้ากลาง และน้องพริกตัวนิ่ม ปล.ตัวมันนิ่มากๆขอบอก 555

ประเด็นเรื่อง "พื้นของนิสิตที่กับจุฬาฯ" ค้า แต่คงโยงเรื่องนิสิตกับชุมชนเข้าไปด้วยอย่างเมามัน เหอๆๆ

ก้อคุยๆ ทำๆกัน น้องๆน่ารัก แม้จะมาเลทก็ตาม (ด่าไปแหละ)

โฮะๆ เห็นน้องรุ่นใหม่แล้วกระชุ่มกระชวย หมวยคึก

โปรเจ็กสอง...งานวัยรุ่นของศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย

คิดไปคิดมางานนี้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนเราคิดว่า โอ้! กูจาทำไงหว่า

อย่างแรกคือการสร้างกลุ่มเยาวชนในจุฬาอ่ะแหละ

ที่ชอบวิพากษ์ พูดถึงสื่อที่รับ ประมาณนั้น

หลังจากนั้นจะทำสื่อกัน ซึ่งแล้วแต่ไอเดียกระฉูดจริงๆนะ เหอๆๆๆ

กระฉูดแล้วขอทุน เอิ๊กส์

กะว่าจะทำกลุ่มเป้าหมายเปนเรื่องเปนราวเลยดีม่ะ ฮี่ๆๆๆ

โปรเจ็กสาม...ทีมสื่อสารจิตวิวัฒน์

โอ้ อันนี้เป็นอะไรที่เราหลอกเขากินไปเยอะ

แต่ยังไม่ทำงานเลย รู้สึกผิดอย่างแรง แต่งานเยอะอ่ะ แงๆๆ

ต้องมาคุยกันแหละ ถึงจารู้

โปรเจ็กสี่...เขียนหนังสือ

ซึ่งต้องใช้อารมณ์ติสแตกอยู่พอสมควร

แต่งานมะรุมมะตุ้มอย่างนี้

ติสไม่ออกว่ะพี่

แย่นะ

ฮือๆ

จาติสอ่า

อยากเขียนหนังสือโคตรพ่อ

....

และจากโปรเจ็กชีวิต ลิขิตรักของเรา (จาทำได้หมดเหรอวะเนี่ย)

ทำให้งาน จุฬาวิชาการของเราเป็นอะไรที่ ยุ่งฉิบ

รู้สึกตัวเองคือบุคคลสำคัญของชาติที่ต้องทำงานเพื่อชาติ เพื่อฝัน เพื่อเธอ (ฮุๆ)

สู้ๆ สู้ตาย

ไม่รู้ว่านิ้งจะตายก่อนป่าวเนี่ย --- ----"

งานอาร์ตที่บ้านทับหัว แต่ยังเขี่ยๆไม่ทำเลย 555 (มานั่งเขียนจม.)

....

สงสัยอยู่ว่า

จบแล้ว

เราต้องเป็น NGO สื่อ แน่เลยวะ ไม่สนนักข่าว นิตยสารก็ไม่มีที่ไหนให้สมัคร

ทำสื่อของตัวเองซะเลย เอิ๊กส์

ล้านๆเปอเซ็น (-- ---" ต้องยากจนแน่เย้ย)

ฝันไว้ว่าจะเป็น คอลัมนิสก่ะเขา

จะได้เป็นไหมหนอ

คอลัมนิดๆ หน่อยๆ เน๊อะๆๆๆ

อยากเป็น

เอาเถอะ ทางที่เดินมันไม่ใช่ทางเดียวอ่ะเน๊อะ

แหง่บๆ

สู้ๆ สู้ตาย

..

.....

รักนะจ๊ะ แม้ช่วงนี้จะบ้าโปรเจ็กไปหน่อย

...

ปล.พรุ่งนี้ต้องมาประชุมงานวิจัยแหละ 9 โมง โฮๆ ง่วงงงง


edit @ 2005/10/20 19:19:39