Film

บล็อกนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญบ้างส่วนของเรื่อง

Handle me with care โดนใจชื่อภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาไทย

สำหรับหนังเรื่องนี้ เห็นครั้งแรกที่เห็นใบปิดก็เฉยๆ รู้สึกหวานเลี่ยนเสียด้วยซ้ำ แต่พอดูหนังตัวอย่าง ชื่อคนกำกับ และฟังเพลงก็มั่นใจว่าต้องไปดู เอาเป็นว่าหนังดราม่าและเรื่องโรแมนติกเป็นสิ่งที่ชอบไปเสียแล้ว

Handle me with care ชื่อมันน่ารักใช่น้อย ส่วนหนังนั้นหวานขม และตลกเสียดสีตลอดเวลา

ว่าด้วยนายขวาน ผู้มีสามแขน แต่แทนที่จะเป็นลักษณะพิเศษ นายขวานกลับเริ่มรู้สึกว่าแขนข้างนี้เป็นส่วนเกินขึ้นไปทุกที คนรอบข้าง เพื่อน คนรัก จนถึงคนที่คบหาดูใจใหม่ เห็นมองแขนของเขามากกว่าตัวเขาซะอีก

จนวันที่ลุงทวีเจ้าของร้านตัดเสื้อที่ตัดเสื้อให้เขาแต่เด็กยันโตตายเพราะกินถั่วขณะดูทีวี (ตายได้อึ้งดีจริงๆ)

เขาจึงตัดสินใจไปตัดแขน ตัดสินใจเป็นคนธรรมดา ไม่เป็นแล้วคนพิเศษ หรือที่คนอื่นว่า "ตัวประหลาด" นะแหละ

และจากรายการ "วนเวียนชีวิต" ซึ่งจิกกัดรายการสารคดีเรื่องหนึ่งได้ถึงลูกถึงคน ถึงไหถึงกระดูก ถ่ายทำเรื่องของขวานประหนึ่งคนพิการ และหยิบยื่น(ที่เขาเรียกว่า)ความช่วยเหลือ ยินดีผ่าตัดแขนในนายขวานด้วยความใจดี?

ในวันที่เขารู้สึกอยากตัดแขนเต็มทน เขาเดินทางไปกทม. เพื่อโละทิ้งส่วนเกิน

ระหว่างทางเขาพบนางฟ้า นางฟ้าคนนี้เป็นน้องนาบ้านนา สาวทรงโตที่มาตามหาผัวที่หายไปนานนับปี ไม่เคยโทรหาน้องนา ในทางกลับกัน หนุ่มยันแก่ที่เจอต้องหื่นใส่เธอเป็นประจำ แต่เธอฉลาดเอาตัวรอด ขี้วีน อ่อนหวาน เปราะบาง ขี้เหงา ขี้งอน และน่ารักเป็นประกายอย่างยิ่ง  อร๊ายยยยยยย

ส่วนตัวรู้สึกนานแล้วว่า สาวกระแตเธอช่างหน้าหวานๆ ซื่อๆ แม้นมจะตู้มมะจาเล่ แต่รัศมีความน่ารักสามารถแซงความเซ็กซี่ขึ้นมาให้เห็นเทียบเคียงกันได้ เลยไม่แปลกใจที่เธอเหมาะกับบทนี้

การมาของเธอจึงเป็นนางฟ้า เป็นความหวัง ในขณะเดียวกันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง

ฉากที่น่ารักมากๆ คือฉากขอให้โทรศัพท์หา และน่ารักรองมาคือฉากขอจับนมและจูบที (เจ้ย!!!)

ตลอดการเดินทางระหว่างขวานกับนา มักเป็นฉากท้องทุ่งที่ดูไม่มีที่สิ้นสุด แต่ก็อบอุ่น สว่างไสว และแม้ว่าจะเจอตำรวจบ่อยฉิบหาย แต่มันก็โอเคเมื่อมีกันและกัน (เอ๊ะ พาลคิดไปถึงหนังอีกเรื่อง ฮ่า)

และเเม้ว่าแขนที่สามของขวานจะทำประโยชน์กับใครได้มากแค่ไหน แต่ก็เป็นได้แต่ของประหลาด คนประหลาด และไอ้ขี้แพ้ ฮือ เศร้า~

ส่วนที่ชอบที่สุดของหนังคือการขึ้นหน้าจอดำและตัวหนังสือขาว แทนความคิดของไอ้คนชื่อขวาน มันตลก มันน่ารัก และมันตรงดีฉิบหายได้ใจ

"ฉิบหาย ตัดแขนไปแล้วเหรอว่ะ!" อ้าว สปอยไปเสียแล้ว

ใช่ค่ะ แม้ว่าเราจะเอาใจช่วยนายขวานฉิบเชงให้ไม่ตัดแขนที่สามของเขา แต่เขาก็ตัดไปแล้วแบบเบลอๆ ตื่นขึ้นมาอีกที แขนของเขาก็ร้องไห้ (รู้สึกมันร้องไห้จริงๆ สิให้ตาย)

และนายขวานสามแขนก็เหลือสองแขน เขากลายเป็นวัตถุในการถ่ายทำและเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้โรงพยาบาล (จิกกัดกันได้อีก) เฮ้อ วนเวียนชีวิต~

"มนุษยชาติ?" อันนี้เป็นอีกหนึ่งคำในจอดำที่ชอบ ไม่บอกว่าเกี่ยวกับอะไร ไปดูเองบ้างนะจ๊ะ!

เมื่อขวานเหลือแค่สองแขน เขารู้สึกขาดอะไรไปอยู่ดี การตัดแขนของเขาทำให้เขากลับมาถามตัวเอง ถึงการดำรงอยู่ สิ่งที่เขาโหยหา ความรู้สึกลึกๆ ภายใน และสนทนากับแม่ในตัวของเขาเอง

ในวันที่เขาพับเก็บเสื้อผ้าเก่าๆ (ที่มีสามแขน) น้ำตาก็พาลไหล ด้วยความอุ่นในใจ ในความห่วงใยของแม่ ลุง และสัมผัสของแขนที่ไม่มีอยู่

คำว่า Handle ให้ความรู้สึกของการจับสัมผัสด้วยมือและแขน และ care คือความใส่ใจ การคำนึงหา

Handle me with care ได้โปรดเก็บรักษาสิ่งนั้นด้วยความทนุถนอม :)

อ้าว แล้วน้องนาบ้านนาไปไหน? อืมม อันนี้ดิฉันว่าต้องดูกันเองบ้าง อยากให้สปอยจนจบหรือไงเล่าคุณ!

ปล. แม้หนังจะเนิบช้าไปเสียหน่อย แต่ให้รู้สึกดี ชอบฉากขวานถือเศษตังไปโทรศัพท์ (ฉากอะไรรึ ไม่บอกๆ) และแม้ว่าหนังเรื่องนี้พระนางแทบจะไม่กอดกันเลย แต่เขาเป็นคนพิเศษของกันและกันจริงๆ นะโอ้วว

ปล.รู้สึกเป็นเซลแมนขายหนังมากๆ ว่ะฮ่ะฮ่ะ

/aus=false/"

edit @ 24 Feb 2008 00:56:01 by zhzq~

วันนี้หลังจากทำงานและปล่อยงาน(ที่ไม่เร่งมาก)ค้างเติ่ง

ก็โทรไปชวนไอ้ษาโดดงานและเบี้ยวนัด (เจ๋งจริงๆ ตู) ไปดูหนัง ณ ลิโด้

ดึ่งๆ ไปดู Sweeney Todd  แม้จะรู้แก่ใจว่าคราวนี้เค้าเชือนคอกันเป็นว่าเล่น (แงๆ หนูกลัว) แต่ก็อยากดูพี่เด็ปโดยทิม เบอร์ตันอยู่ร่ำๆ ไป

Sweeney Todd: The Demon Barber of Fleet หรือแปลไทย  สวีนนีย์ ท็อดด์ บาร์เบอร์หฤโหดแห่งฟลีทสตรีท

ชื่อแอบขำเหอะ!

 

ภาพพี่ทิมในหนังเรื่องนี้สวยมาก ออกแนวละครเวทีมิวสิคเคิลสีหม่นเทาเหมือนฝนจะตกตลอดเวลา ทุกคนแต่งหน้าหมองคล้ำ เหมือนอดนอนมาหลายปีดีดัก ซึ่งก็ดูเหมาะกับโทนเรื่องโศกนาฎกรรมรักดีแท้

เปิดเรื่องออกแนวอนิเมชั่นแฟนซีภาพสวย เป็นโรงงานพายเลือดไหลนอง และฉากร้องเพลงเสียงหวาน

และเปิดภาพมาเป็นกะลาสีเรือละอ่อนน้อยน่ากิน ชื่อน้องแอนโธนี่ พระรองของเรื่อง (เรื่องแบบนี้ละจำได้ละเอียด) แรกๆ น้องแอนโทนี่ทำให้พี่ชุ่มชื่นหัวใจมาๆก ทว่าหลังๆ เริ่มเซ็งกับความโก๊ะของน้องจริงๆ เค๊อะ

หันมามองทางป๋าบ้าง งานนี้ป๋าเด็ปนายต้นเรื่องแกมาแนว แค้นๆ จิตๆ มีโลกส่วนตัวสูง จนเหมือนแกเล่นคนเดียวไม่ได้ยินเสียงเจ๊เลิฟเวตเลย แต่ก็เป็นไปตามบุคลิกตัวละครดีจ๊ะ

ฉากทีชอบ1 ฉากที่ป๋าเด็ปและเจ๊เลิฟเวตเต้นรำและเล็งหนุ่มๆ มาทำเป็นพายอาหาร พายรสพระ พายรสขายของชำ พายรสหนุ่มสำอางค์ พายรสทนาย บลาๆๆ แหม ชอบๆ หน้าตาดูหิวดีสุดๆ

ฉากทีชอบ2 ป๋าเด็ปกับผู้พิพากษาร้องเพลงรักด้วยกัน หวานหยด หวานมั่กๆ หวานไม่ไหวแล้วววว เหมือนยิ่งแค้นพี่ยิ่งรัก โฮะๆๆๆๆ จริงๆแล้วพวกแกร้องเพลงจีบกันใช่โม้ยยยยยยย โฮย โฮยยย

ฉากทีชอบ3 ฉากเจ๊เลิฟเวตฝันหวาน ฉากนี้กุ๊กกิ๊กเฮฮาสุดในเรื่อง สีสันสดสวยปิ๊งๆ ฮิฮิ

ตัวแสดงที่ชอบสุด เจ๊เลิฟเวต แกเป็นผู้หญิง สวย กระเซิง เศร้า น่ารัก เพ้อ จิต เสียงหวาน และถวายหัวแด่ผัวรักยิ่งชีพ

 

นอกจากเพลงเพราะ เรื่องนี้เลือดสาดมาก ทำให้มีการ "เซ็นเซอร์" กระเซนกระสาย และฐานเดิมที่เป็นคนขี้กลัวทำให้ยิ่งรีบปิดตา กันไปใหญ่ ยิ่งมี "เซ็นเซอร์" จินตนาการด้านเหวอะหวะพุ่งกระชู๊ด

ไม่ว่าพี่เด็ปจะทำอะไรที่ถือมีด ที่ถือไปประมาณครึ่งเรื่อง ทำให้ตูเตรียมปิดตาโลด(ป๊อดป่ะล่ะ ฮิฮิ)

ถึง กบว.ค่ะ ได้โปรดอย่าเซนเลยฮ่ะ ดิฉันกลัวกว่าเดิม 555 ได้โปรดเรตให้เป็นมนุษย์มนาหน่อย

เรื่องนี้จบเศร้าและคาดเดาเรื่องได้ งานนี้หลงรักเมียทิม เบอร์ตัน หุๆๆๆ

จบ

.................

ฮุๆ ขอโฆษณา

Crack2 : Artistic flowers in the park  นิทรรศการศิลปะในสวน (แห่งการให้) สาธารณะ

click to comment

ในห้วงเวลาแห่งรักที่กรุ่นหอมด้วยกลิ่นของดอกไม้ Mor Mor creative forum (อาศรมนักสร้างมอมอ) และ โครงการกลไกสื่อสารจิตอาสา มูลนิธิบูรณะชนบทฯ ชวนคุณมาสูดอากาศสดชื่นในอุทยานเบญจสิริ ชื่นชมความงามจากงานศิลปะนับร้้้อยชิ้นที่จะผลิบานดั่งสวนดอกไม้แห่ง 'การให้ที่ไม่มีเงื่อนไข' เพื่อเดือนแห่งความรักครั้งนี้จะงดงามด้วย 'การให้'

ผู้ร่วมปลูกดอกไม้แห่งการให้ ได้แก่ อาทิ ท่านติช นัท ฮันห์ พระมหาเถระองค์สำคัญของโลก, พระไพศาล วิสาโล
(วัดป่าสุคะโต), ศาสตราจารย์ระพี สาคริก, อนุชัย ศรีจรูญพู่ทอง, อุดม อุดมศรีอนันต์, ชลิต นาคพะวัน, วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์, ภัทรีดา ประสานทอง, ตรัย ภูมิรัตน และเสริมคุณ คุนาวงศ์ ร่วมด้วยประชาชนทั่วไป รวม 100 ชีวิต ร่วมกันสร้างสรรค์งานศิลปะผ่านเฟรมผ้าใบขนาด 9X9 นิ้ว ร่วม 200 ชิ้น

เปิดแสดงงานในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 ลงทะเบียนเวลา 15.00 น. เปิดนิทรรศการ เวลา 16.00 น. ณ อุทยานเบญจสิริ(ใกล้รถไฟฟ้าสถานีพร้อมพงษ์) และจัดแสดงงานระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ - 14 มีนาคม 2551

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
               081 685 8176                     086 668 3722       



click to comment  click to comment

หมายเหตุ เจ้าของบล็อกเสี้ยนหนัง มิใช่เเฟนเพลงเดอะบิทเทิ่ล แต่อยากดู MV 30 เรื่องในภาพฟุ้งฝันติดต่อกัน

หากคุณเป็นแฟนเดอะบิทเทิ้ล คุณจะต้องกรี๊ดดดดด
อยากดูหนังซักเรื่องที่ภาพสวยสะใจ คุณไม่น่าจะพลาด
และหากคุณอยากดู MV 30 เรื่องในภาพฟุ้งฝันติดต่อกัน คุณน่าจะได้เสียตังค์ดูหนังเหมือนข้าพเจ้า

เฮ้ จู๊ด! เอาเถอะน่า ขอยอมรับตรงนี้เลยว่าฉันไม่ได้เป็นแฟนเดอะบิทเทิ้ล รู้จักอยู่สองเพลงเองมั้งในหนังเรื่องนี้ แต่ชอบหนังเรื่องนี้ด้วยความเมา ติสแตกตะบี้ตะบัน ผสมเมื่อเห็นความไร้เดียงสาของมนุษย์เราก็อยากจะร้องไห้

หนังเรื่องนี้เป็นหนังสดุดีเดอะบิทเทิ้ล วงดนตรีร๊อค แอนด์ โรลในยุค 60 ยุคที่โลกแสวงหาสันติภาพในเขม่าควัน กระบอกปืน หนุ่มสาวฮิปปี้และยาเสพติด ยุคที่อเมริกาเป็นเจ้าโลก และคนอเมริกาอกอีเเป้นจะแตกกันน่าดูอูหู้!

แต่เอาน่า ทุกวันนี้เราก็อกอีแป้นจะแตกอย่างเท่าเทียมกันไม่ใช่หรือ?

Across the Univese เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ ชายคนหนึ่งชื่อ จู๊ด หนุ่มท่าเรือจากลิเวอร์พูลที่หนีโลกแคบมาผจญภัยในอเมริกา ลูซี่ สาวสวยพรั่งพร้อมในอเมริกา ที่กลายเป็นนักเคลื่อนไหวต่อต้านสงครามเวียดนาม แม็กซ์ ไอ้หนุ่มบ้าอิสระที่วันหนึ่งต้องกลายไปเป็นทหาร  พรูเด็นซ์ สาวเอเซี่ยนหนึ่งเดียวที่มาจากหน้าต่าง (เราไม่รู้ว่าเธอมาจากไหน แต่เธอทำได้ทุกอย่าง) แซนดี้  ตัวแม่เสียงเทพ ชาวอเมริกัน นักร้องสาวเสียงกระแทกอารมณ์ โจโจ้ ไอ้หนุ่มนักกีต้าร์ผิวดำ คนรักแซนดี้ ผู้ร่วมวงกับเธอ ฯลฯ

พวกเขาพบ พราก จาก รัก และร้องเพลงของเดอะบีทเทิ้ลแบบเมาๆ 33 เพลง ผ่านเรื่องราวในยุค 60 ซึ่งข้าพเจ้าขอยกฉากและเพลงที่ชอบมาเขียนเล่น ณ ที่นี้

Let's it be

ข้อความปลอบใจตัวเองว่า "ปล่อยมันเป็นไป" ยังใช้ได้เสมอ แม้ในห้วงยามแห่งสงคราม การฆ่าฟัน และการสูญเสีย อาจเป็นเพราะ เราสิ้นหวังเกินไปที่จะหวัง

เพลงๆ นี้ร้องโดยเด็กชายผิวดำคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างรถโฟล์กสีดำ ด้านหลังเขาเป็นฉากฆ่าฟันคนดำอย่างโหดร้ายทารุณ ภาพตัดสลับกับงานศพของทหารคนรักของลูซี่ ที่ดำขรึมรนทดใจ และฉากทหารยิงกันสงครามในเวียดนาม

ปล่อยมันไป ปล่อยมันไป ความทุกข์โศกเสียใจ ความหวัง และความสุข สงครามมันเศร้ายิ่งใหญ่กว่านั้น ปล่อยมันไป ปิดดวงตาของร่างไร้วิญญาณของเด็กน้อย กกกอดธงชาติแห่งอเมริกาเอาไว้ และปล่อยมันไป

ปล.ในฉากนี้ร้องไห้ไปสองแหมะ โดนได้ทุกยุคทุกสมัยจริงๆ

 Strawberrys fields forever

ฉากนี้ครีเอทีฟสุดๆ จนไม่รู้จะว่าไง กรี๊ดดดดดดดด คารวะหนึ่งยก กับการพาสตอเบอรี่ไปไกลสุดขอบโลก

ทั้งโลกแห่งความเจ็บปวดในความรัก การกรีดแทงตัวเองกับความโง่งม และโลกแห่งสงครามที่ขว้างปาเลือดเนื้อกันเป็นว่าเล่น จนความรุนแรงที่แทงลึกเข้าไปในใจพ่อแม็กซ์ของเรา

เท่ไม่ไหวแล้ว พ่อคู้ณณณณณณณณณณณณณณณณ

Come together  

เป็นฉากน่ารักๆ ขำๆ ที่พ้องเพื่อนก๊วนนี้พี้ยา กินเหล้า เล่นนุก จีบหญิง ป่วนชาวบ้านตามท้องถนน แล้วมานอนตายด้วยกันในอพาต์เม้น อ่า พลังหนุ่มมันน่ารักได้ใจป้าจริงๆ ค้า

Because

ฉากนี้ไม่ค่อยอะไร แต่รู้ว่ามันสวย เป็นฉากที่หนุ่มสาวในเรื่องนี้ชิวกันเต็มที่ ไปนอนในทุ่งหญ้าเป็นวงกลม ครวญเพลงเสียงหวาน นอนมองท้องฟ้า แหวกว่ายในธารา เป็นท่าราวดอฟหลายสิบท่า งามแต้ๆ เจ้า

All You need is love  

เพลงจบของเรื่อง โดยพระเอกสุดหล่อที่เสียงน่าหลงสุดๆ กรี๊ดๆ
หนังสรุปในตอนท้ายว่า โลกนี้มันจะเหี้ยห่าอย่างไรก็ All we need is love น๊ะจ๊ะ จุ๊บๆ

ฉากขำ I wanna hold your hand

เป็นฉากเปิดตัวน้องพรีเด็นซ์ ซึ่งชีเคยเป็นสาวเชียร์ลีดเดอร์ ปอมๆ เกริลมาก่อน เเอบรักหนุ่มฟุตบอลอเมริกัน แต่หนุ่มเจ้ามีเเฟนอยู่แล้วเป็นสาวผมบลอน เธอเลยร้องเพลงว่า I wanna hold your hand แอบรักเขาข้างเดียวข้าวเหนียวนึ่ง ร้องไป ก็เดินฝ่าฝูงอเมริกันฟุตบอลที่วิ่งแท็กซืกันไป ด้วยจังหวะสโลมั่นชั่นราวกับร้องเพลงอกหักท่ามกลางสายฝนอย่างไรอย่างนั้น

จะเศร้าก็เศร้าไม่ออกอ่ะน้อง พี่ขำ ฮ่าๆๆๆ

สรุปว่าชอบ แม้จะไม่รู้จักบิทเบิ้ลเท่าไหร่ แต่หนังมันมึนมากๆ ตอนกลางๆ เรื่อง ขนาดคนไม่เมารถเมาเรืออย่างชั้นยังรู้สึกเวียนเฮด แต่เป็นการเวียดเฮดที่หนุกดี ฮิฮิ

ขอจบการออกัสซั่มหนังเรื่องแรกในรอบเดือนเพียงแค่นี้

หาดูหนังเรื่องนี้ได้ที่สยาม โรงเอเพ็ก สยาม นะจ๊ะ

edit @ 14 Jan 2008 02:20:10 by zhzq~