ท้องฟ้า เป็นสีฟ้าซีด หมอกควันของอากาศทำให้หายใจไม่ค่อยออก
ฉันมองผ่านรถรา นั่งบนรถสีส้มคันใหญ่ จากสว่าง ไปสู่มืด
ท้องถนนสีดำ ไฟรถสีส้ม รวมกันเป็นเงาสีหม่น
เพลงในหูเหงา บ้างก็ไม่เหงา
คิดมากที่ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า
ฉันรู้สึกหนังหน้ามันหนัก คล้อย และพล่อยลงดิน เอ! หรือว่าแก่
พลันคิดว่าในโลกนี้คงมีคนเหงาเหมือนเราอีกแยะ แล้วก็อบอุ่นใจ
อ้าว นี้เราเหงาหรอกรึ? เอ! หรือว่าเราแค่คิด!?!
ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ช่างอ่อนแอประเภทหนึ่ง ที่รู้สึกว่ายิ่งแก่ ยิ่งฟูมฟามกับชาวบ้านได้น้อยลง
หากมาหาเหตุผลอาจเป็นเพราะเราฟูมฟามน้อยลงเอง (แก่แล้วเหนื่อย) หรือ ไม่รู้จะฟูมฟายทำไม หรือ ไม่รู้ฟูมฟายแล้วจะมีใครฟังไหม ฯลฯ แต่รู้ว่าฟูมฟายแล้วได้อะไร เลยมาฟูมฟายต่อไปในบล็อก แบบไม่ฟูมฟายมากนัก (เอาเข้าไป)
ช่วงนี้หาเรื่องบริโภคบ่อย จนรู้สึกว่ามากเกินไป
บริโภคในที่นี้มิใช่แค่การกิน แต่เป็นการรับรสและสารผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ไม่ว่าจะตาดู (หนังโรง หนังแผ่น ตัวหนังสือ) หูฟัง (เพลง บลาๆ) ปากกิน (ราเมง ข้าวผัด บลาๆ) กาย (นอน ช็อปปิ้ง) จมูกดม (ดมไม่ค่อยได้ หวัดกิน)
ขณะนี้จึงมีหนังแผ่นที่เช่ามาและยังไม่ได้ดูอีกสามแผ่นและต้องส่งคืนในอาทิตย์นี้ ไหนจะซี่รี่ที่ยืมมาอีก ฮ่าๆ ไม่ขอนับรวม
พอถามตัวเองว่าทำไมต้องเอาอะไรใสตัวเยอะขนาดนี้ ก็คิดว่าตัวเองคงขาดอะไรซักอย่าง
อะไรซักอย่าง...
ไอ้อาการที่ขาดอะไรซักอย่าง มันคือความรู้สึกความขาดความเชื่อมโยงกับคน หรือ ภาษาที่ง่ายกว่านั้น มันคือ "ความเหงา"
ความเหงาอาจมาจากความรู้สึกถูกทิ้ง ความรู้สึกไม่แนบชิด ความรู้สึกไม่เข้าใจ ความรู้สึกห่างไกล ความรู้สึกขาดแคลน ฯลฯ ซึ่งข้าพเจ้าก็เป็นในบางข้อ และ ไม่ได้เป็นในบางข้อ หรือ ประกอบกันด้วยหลายข้อ
คำถามที่มักผุดขึ้นบ่อยๆ เวลาเหงาก็ผุดขึ้นมา และได้สะท้อนความเป็นตัวเองที่โหยหา ความคลอนแคลนในเรื่องความสัมพันธ์และความเชื่อบางประการ
คนป่วยที่มีเหตุผล บางทีก็ดูไม่มีเหตุผล มันพูดพล่ามเสียยาวเหยีด แต่ไม่พูดถึงมันเสียที อ๊า What's that !?!
เออ ว่าแต่ว่า 2 มีนา เลือกตั้งสว. เลือกใครดีอ่ะ
อืม สร้างสรรค์ดีมากๆ :)