2008/Feb/27

ท้องฟ้า เป็นสีฟ้าซีด หมอกควันของอากาศทำให้หายใจไม่ค่อยออก
ฉันมองผ่านรถรา นั่งบนรถสีส้มคันใหญ่ จากสว่าง ไปสู่มืด
ท้องถนนสีดำ ไฟรถสีส้ม รวมกันเป็นเงาสีหม่น
เพลงในหูเหงา บ้างก็ไม่เหงา
คิดมากที่ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า

ฉันรู้สึกหนังหน้ามันหนัก คล้อย และพล่อยลงดิน เอ! หรือว่าแก่
พลันคิดว่าในโลกนี้คงมีคนเหงาเหมือนเราอีกแยะ แล้วก็อบอุ่นใจ
อ้าว นี้เราเหงาหรอกรึ? เอ! หรือว่าเราแค่คิด!?!

ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ช่างอ่อนแอประเภทหนึ่ง ที่รู้สึกว่ายิ่งแก่ ยิ่งฟูมฟามกับชาวบ้านได้น้อยลง

หากมาหาเหตุผลอาจเป็นเพราะเราฟูมฟามน้อยลงเอง (แก่แล้วเหนื่อย) หรือ ไม่รู้จะฟูมฟายทำไม หรือ ไม่รู้ฟูมฟายแล้วจะมีใครฟังไหม ฯลฯ แต่รู้ว่าฟูมฟายแล้วได้อะไร เลยมาฟูมฟายต่อไปในบล็อก แบบไม่ฟูมฟายมากนัก (เอาเข้าไป)

ช่วงนี้หาเรื่องบริโภคบ่อย จนรู้สึกว่ามากเกินไป

บริโภคในที่นี้มิใช่แค่การกิน แต่เป็นการรับรสและสารผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ไม่ว่าจะตาดู (หนังโรง หนังแผ่น ตัวหนังสือ) หูฟัง (เพลง บลาๆ) ปากกิน (ราเมง ข้าวผัด บลาๆ) กาย (นอน ช็อปปิ้ง) จมูกดม (ดมไม่ค่อยได้ หวัดกิน)

ขณะนี้จึงมีหนังแผ่นที่เช่ามาและยังไม่ได้ดูอีกสามแผ่นและต้องส่งคืนในอาทิตย์นี้ ไหนจะซี่รี่ที่ยืมมาอีก ฮ่าๆ ไม่ขอนับรวม

พอถามตัวเองว่าทำไมต้องเอาอะไรใสตัวเยอะขนาดนี้ ก็คิดว่าตัวเองคงขาดอะไรซักอย่าง

อะไรซักอย่าง...

ไอ้อาการที่ขาดอะไรซักอย่าง มันคือความรู้สึกความขาดความเชื่อมโยงกับคน หรือ ภาษาที่ง่ายกว่านั้น มันคือ "ความเหงา"

ความเหงาอาจมาจากความรู้สึกถูกทิ้ง ความรู้สึกไม่แนบชิด ความรู้สึกไม่เข้าใจ ความรู้สึกห่างไกล ความรู้สึกขาดแคลน ฯลฯ ซึ่งข้าพเจ้าก็เป็นในบางข้อ และ ไม่ได้เป็นในบางข้อ หรือ ประกอบกันด้วยหลายข้อ

คำถามที่มักผุดขึ้นบ่อยๆ เวลาเหงาก็ผุดขึ้นมา และได้สะท้อนความเป็นตัวเองที่โหยหา ความคลอนแคลนในเรื่องความสัมพันธ์และความเชื่อบางประการ

คนป่วยที่มีเหตุผล บางทีก็ดูไม่มีเหตุผล มันพูดพล่ามเสียยาวเหยีด แต่ไม่พูดถึงมันเสียที อ๊า What's that !?!

เออ ว่าแต่ว่า 2 มีนา เลือกตั้งสว. เลือกใครดีอ่ะ

อืม สร้างสรรค์ดีมากๆ :)

2008/Feb/23

บล็อกนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญบ้างส่วนของเรื่อง

Handle me with care โดนใจชื่อภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาไทย

สำหรับหนังเรื่องนี้ เห็นครั้งแรกที่เห็นใบปิดก็เฉยๆ รู้สึกหวานเลี่ยนเสียด้วยซ้ำ แต่พอดูหนังตัวอย่าง ชื่อคนกำกับ และฟังเพลงก็มั่นใจว่าต้องไปดู เอาเป็นว่าหนังดราม่าและเรื่องโรแมนติกเป็นสิ่งที่ชอบไปเสียแล้ว

Handle me with care ชื่อมันน่ารักใช่น้อย ส่วนหนังนั้นหวานขม และตลกเสียดสีตลอดเวลา

ว่าด้วยนายขวาน ผู้มีสามแขน แต่แทนที่จะเป็นลักษณะพิเศษ นายขวานกลับเริ่มรู้สึกว่าแขนข้างนี้เป็นส่วนเกินขึ้นไปทุกที คนรอบข้าง เพื่อน คนรัก จนถึงคนที่คบหาดูใจใหม่ เห็นมองแขนของเขามากกว่าตัวเขาซะอีก

จนวันที่ลุงทวีเจ้าของร้านตัดเสื้อที่ตัดเสื้อให้เขาแต่เด็กยันโตตายเพราะกินถั่วขณะดูทีวี (ตายได้อึ้งดีจริงๆ)

เขาจึงตัดสินใจไปตัดแขน ตัดสินใจเป็นคนธรรมดา ไม่เป็นแล้วคนพิเศษ หรือที่คนอื่นว่า "ตัวประหลาด" นะแหละ

และจากรายการ "วนเวียนชีวิต" ซึ่งจิกกัดรายการสารคดีเรื่องหนึ่งได้ถึงลูกถึงคน ถึงไหถึงกระดูก ถ่ายทำเรื่องของขวานประหนึ่งคนพิการ และหยิบยื่น(ที่เขาเรียกว่า)ความช่วยเหลือ ยินดีผ่าตัดแขนในนายขวานด้วยความใจดี?

ในวันที่เขารู้สึกอยากตัดแขนเต็มทน เขาเดินทางไปกทม. เพื่อโละทิ้งส่วนเกิน

ระหว่างทางเขาพบนางฟ้า นางฟ้าคนนี้เป็นน้องนาบ้านนา สาวทรงโตที่มาตามหาผัวที่หายไปนานนับปี ไม่เคยโทรหาน้องนา ในทางกลับกัน หนุ่มยันแก่ที่เจอต้องหื่นใส่เธอเป็นประจำ แต่เธอฉลาดเอาตัวรอด ขี้วีน อ่อนหวาน เปราะบาง ขี้เหงา ขี้งอน และน่ารักเป็นประกายอย่างยิ่ง  อร๊ายยยยยยย

ส่วนตัวรู้สึกนานแล้วว่า สาวกระแตเธอช่างหน้าหวานๆ ซื่อๆ แม้นมจะตู้มมะจาเล่ แต่รัศมีความน่ารักสามารถแซงความเซ็กซี่ขึ้นมาให้เห็นเทียบเคียงกันได้ เลยไม่แปลกใจที่เธอเหมาะกับบทนี้

การมาของเธอจึงเป็นนางฟ้า เป็นความหวัง ในขณะเดียวกันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง

ฉากที่น่ารักมากๆ คือฉากขอให้โทรศัพท์หา และน่ารักรองมาคือฉากขอจับนมและจูบที (เจ้ย!!!)

ตลอดการเดินทางระหว่างขวานกับนา มักเป็นฉากท้องทุ่งที่ดูไม่มีที่สิ้นสุด แต่ก็อบอุ่น สว่างไสว และแม้ว่าจะเจอตำรวจบ่อยฉิบหาย แต่มันก็โอเคเมื่อมีกันและกัน (เอ๊ะ พาลคิดไปถึงหนังอีกเรื่อง ฮ่า)

และเเม้ว่าแขนที่สามของขวานจะทำประโยชน์กับใครได้มากแค่ไหน แต่ก็เป็นได้แต่ของประหลาด คนประหลาด และไอ้ขี้แพ้ ฮือ เศร้า~

ส่วนที่ชอบที่สุดของหนังคือการขึ้นหน้าจอดำและตัวหนังสือขาว แทนความคิดของไอ้คนชื่อขวาน มันตลก มันน่ารัก และมันตรงดีฉิบหายได้ใจ

"ฉิบหาย ตัดแขนไปแล้วเหรอว่ะ!" อ้าว สปอยไปเสียแล้ว

ใช่ค่ะ แม้ว่าเราจะเอาใจช่วยนายขวานฉิบเชงให้ไม่ตัดแขนที่สามของเขา แต่เขาก็ตัดไปแล้วแบบเบลอๆ ตื่นขึ้นมาอีกที แขนของเขาก็ร้องไห้ (รู้สึกมันร้องไห้จริงๆ สิให้ตาย)

และนายขวานสามแขนก็เหลือสองแขน เขากลายเป็นวัตถุในการถ่ายทำและเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้โรงพยาบาล (จิกกัดกันได้อีก) เฮ้อ วนเวียนชีวิต~

"มนุษยชาติ?" อันนี้เป็นอีกหนึ่งคำในจอดำที่ชอบ ไม่บอกว่าเกี่ยวกับอะไร ไปดูเองบ้างนะจ๊ะ!

เมื่อขวานเหลือแค่สองแขน เขารู้สึกขาดอะไรไปอยู่ดี การตัดแขนของเขาทำให้เขากลับมาถามตัวเอง ถึงการดำรงอยู่ สิ่งที่เขาโหยหา ความรู้สึกลึกๆ ภายใน และสนทนากับแม่ในตัวของเขาเอง

ในวันที่เขาพับเก็บเสื้อผ้าเก่าๆ (ที่มีสามแขน) น้ำตาก็พาลไหล ด้วยความอุ่นในใจ ในความห่วงใยของแม่ ลุง และสัมผัสของแขนที่ไม่มีอยู่

คำว่า Handle ให้ความรู้สึกของการจับสัมผัสด้วยมือและแขน และ care คือความใส่ใจ การคำนึงหา

Handle me with care ได้โปรดเก็บรักษาสิ่งนั้นด้วยความทนุถนอม :)

อ้าว แล้วน้องนาบ้านนาไปไหน? อืมม อันนี้ดิฉันว่าต้องดูกันเองบ้าง อยากให้สปอยจนจบหรือไงเล่าคุณ!

ปล. แม้หนังจะเนิบช้าไปเสียหน่อย แต่ให้รู้สึกดี ชอบฉากขวานถือเศษตังไปโทรศัพท์ (ฉากอะไรรึ ไม่บอกๆ) และแม้ว่าหนังเรื่องนี้พระนางแทบจะไม่กอดกันเลย แต่เขาเป็นคนพิเศษของกันและกันจริงๆ นะโอ้วว

ปล.รู้สึกเป็นเซลแมนขายหนังมากๆ ว่ะฮ่ะฮ่ะ

/aus=false/"

edit @ 24 Feb 2008 00:56:01 by zhzq~

2008/Feb/21

ด้วยท่าทีแห่งรัก ด้วยวิถีแห่งการฟัง และด้วยใจที่โอบรับ เราอาจะเข้าใจกันมากขึ้น

คนเราบางทีเปราะบางด้วยเรื่องง่ายๆ ในขณะเดียวกันก็ก้าวร้าว ขัดเคือง
แต่แน่นอน เราไม่แสดงออก กลับใช้ท่าทีทางการฑูตเพื่อพูดคุยกัน
ด้วยหวังผลประโยชน์บางอย่างจากกันและกัน

แต่ใครเล่าจะรู้ใจว่ามัน แห้งผาก เพียงไหน

แต่ใช่หรือไม่ที่เราต่างอยากได้รับชุ่มชื่น และ สร้างความชุ่มชื้นในคราวเดียวกัน

ฉันเชื่อว่าความอ่อนโยนคือความเข้มแข็ง มั่นคง 
การยิ้ม อารมณ์ขันคือสีสันสดใส

โลกทุกวันนี้ขยันตลกร้าย และคนเราก็ก้าวร้าวเปราะบาง

ด้วยท่าทีแห่งรัก เราอาจพบวิถีแห่งการอยู่ร่วมกัน

ด้วยจินตนาการ เราอาจพบทางออก

  

Handle me with care

edit @ 21 Feb 2008 01:18:30 by zhzq~